โรคเกาต์เป็นแล้วทรมานดูแลรักษาอย่างไรให้หายขาด

โรคเกาต์เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งเกิดจากการตกตะกอนของกรดยูริกภายในข้อ ซึ่งกรดยูริกมาจากสารฟิวรีน การใช้ยารักษาโรคเกาต์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ยาลดการอักเสบและยาลดกรดยูริก เพื่อป้องกันการกลับซ้ำอีกผู้ป่วยโรคเกาต์ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง หากปล่อยไว้อาจทำให้กระดูกผิดรูปหรือพิการได้

โรคเกาต์สุดทรมานดูแลอย่างไรจะหายไวๆ

ปัจจัยการเกิดโรคเกาต์พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยชายที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง 9:1 โดยในเพศชายมักพบช่วงอายุระหว่าง 30-50 ปี เพศหญิงพบได้มากขึ้นในช่วงอายุมากกว่า 50 ปี หรือวัยหลังหมดประจำเดือน อาการของโรคเกาต์ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน ลักษณะเด่นในระยะนี้ คือ การเกิดข้ออักเสบเฉียบพลันที่บริเวณข้อในส่วนล่างของร่างกาย โดยครั้งแรกมักเกิดที่บริเวณหัวแม่เท้าข้างใดข้างหนึ่งหรือที่ตำแหน่งข้อเท้า

ระยะที่ไม่มีอาการข้ออักเสบและระยะเป็นซ้ำ ในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีอาการปกติทุกอย่าง มักมีประวัติข้ออักเสบระยะเฉียบพลันมาก่อน ระยะเวลาตั้งแต่การมีข้ออักเสบครั้งแรกถึงระยะต่อไปอาจใช้เวลาแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละรายหากไม่ได้รับการรักษาอาจมีโอกาสเกิดข้ออักเสบซ้ำภายในระยะเวลา 1-2 ปี เมื่อเป็นซ้ำบ่อยๆ จำนวนข้ออักเสบจะเพิ่มมากขึ้นและรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งระยะเวลาในการรักษาจะยาวนานขึ้นและมีอาการทางกายอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น อาการไข้

ระยะข้ออักเสบเรื้อรังจากโรคเกาต์ จะมีลักษณะจำเพาะของโรค คือ พบข้ออักเสบหลายข้อแบบเรื้อรังร่วมกับการตรวจพบก้อนที่เกิดจากการสะสมของผลึกยูเรตตามเนื้อเยื่อต่างๆ หรือเรียกว่า โทฟัส บางครั้งอาจแตกออกมาเห็นเป็นสารสีขาวคล้ายชอล์ก ตำแหน่งที่พบได้บ่อย คือ บริเวณนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า แล้วยังพบได้อีกที่ปุ่มปลายศอก เอ็นร้อยหวาย ปลายนิ้วและใบหูร่วมด้วย ในระยะนี้จะพบข้ออักเสบหลายข้อและอาจมีไข้จากการอักเสบได้

แนวทางการรักษาโรคเก๊าท์

การลดกรดยูริกในเลือดให้ต่ำลง ซึ่งทำได้โดยการรับประทานยาละลายผลึกกรดยูริกแล้วให้ร่างกาย    ขับออก เมื่อกรดยูริกลดต่ำลงก็จะเกิดการอักเสบน้อยลง

– งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

– หลีกเลี่ยงอาหารประเภทเครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ไส้

– ลดเครื่องดื่มที่มีรสหวาน เช่น น้ำผลไม้ น้ำอัดลม น้ำหวาน เป็นต้น

– หยุดนวด ทายา ประคบร้อนหรือเย็น บริเวณที่มีอาการอักเสบของข้อ

– แนะนำให้รักษาโรคเกาต์ร่วมกับโรคที่เป็นอยู่ เช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง และภาวะอ้วน เป็นต้น

– รับประทานยาลดกรดยูริกและยาป้องกันเกาต์กำเริบอย่างต่อเนื่อง การขาดยาอาจทำให้โรคกำเริบได้

– ตรวจระดับกรดยูริกในเลือดและพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

เพศชายอายุระหว่าง 30-50 ปี และเพศหญิงอายุมากกว่า 50 ปี หรือวัยหลังหมดประจำเดือน ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติเกี่ยวกับโรคเกาต์ของร่างกายตนเอง  เมื่อพบความผิดปกติแล้วควรรีบไปพบแพทย์ ผู้ป่วยโรคเกาต์จำเป็นต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะเป็นการรักษาอาการอักเสบเฉียบพลันแล้ว ยังเป็นการป้องกันการกลับมาสะสมใหม่และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของโรค รวมถึงการเกิดปุ่มหรือก้อนผลึกกรดยูริกในเนื้อเยื่อที่เรียกว่าก้อนโทฟัส (tophus) ซึ่งทำให้ดูไม่สวยงามหากปล่อยไว้อาจทำให้กระดูกผิดรูปถึงขั้นพิการได้